ความเชื่อผิดๆ: คำที่ใช้ "แก่" "ชรา" เป็นสิ่งปกติที่ใช้กับผู้สูงอายุที่มีอายุมากๆ
ความเป็นจริง: ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจความหมายของคำทั้งสองก่อน คำว่า "แก่" เป็นการพัฒนาของสิ่งมีชีวิตที่มีวัยที่อ่อนไปถึงวัยที่แก่มากขึ้น เช่น หลังจากที่เชื้ออสุจิ (ของพ่อ) ผสมกับไข่ (ของแม่) จะมีการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นตัวแก่หรือทารกที่พร้อมจะคลอดออกมาสู่โลกภายนอก พัฒนาเป็นเด็กเล็ก เด็กโต วัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ และวัยชรา คำว่า "ชรา" หมายความถึง ช่วงสุดท้ายของมนุย์เรามักหมายถึงอายุมากกว่า 80-90 ปี (มูลนิธหมอชาวบ้าน, 2561) 
     การเรียกผู้สูงอายุในประเทศไทยที่พบได้บ่อยๆ คือ 
     "คนแก่" ซึ่งจะสื่อความหมายถึงคนที่มีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย จิตใจ และภาวะสุขภาพเสื่อมถอย มักมีบทบาทและสภาพทางสังคมลดน้อยลง 
     "คนชรา" จะสื่อความหมายของผู้ที่มีอายุมากที่สุด มีภาวะหง่อม ดูทรุดโทรม
     "ผู้สูงอายุ" จะสื่อความหมายไปในลักษณะของผู้ที่มีอายุมาก แต่ยังคงมีสุขภาพที่แข็งแรง ยังคงมีบทบาทที่เข็มแข้งในสังคม คำนี้จึงเหมาะสมที่จะใช้กับผู้สูงอายุ เพื่อเป็นการให้เกียรติและทรงคุณค่าไว้ (บรรลุ ศิริพานิช, 2542 อ้างใน ผ่องพรรณ อรุณแสง, 2555 หน้า 7)

ความเชื่อผิดๆ: ผู้สูงอายุมีประโยชน์ต่อสังคมน้อย
ความเป็นจริง: สังคมของไทยยังคงให้ความสำคัญกับผู้สุงอายุอย่างมาก ในฐานะที่เป็นผู้มีพระคุณผู้ให้กำเนิด เลี้ยงดูจนเติบโต ให้การศึกษา ให้แง่คิดในการเลือกคู่ครอง นอกจากนั้นยังช่วยอบรมดูแลหลานให้เติบโตอย่างมีคุณภาพด้วยความรัก ในขณะที่พ่อแม่ของหลานต้องออกไปทำงาน เป็นพลังยึดเหนี่ยวหรือช่วยตัดสินยามที่ครอบครัวมีปัญหาข้อแย้งเพราะเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในชีวิต มีความสุขุม ในระดับชุมชนยังเป็นผู้ที่มีประสบการณ์สามารถให้ความรู้เรื่องต่างๆ ได้อย่างชัดเจนทั้งด้านการเกษตรกรรม การประมง ความรู้เกี่ยวกับจารีตประเพณีที่สำคัญ ซึ่งบางครั้งก็ไม่ได้มีเขียนไว้ในตำรา ช่วยให้ลูกหลานสามารถนำมาประกอบอาชีพเพื่อดำรงชีวิตได้ หากรัฐบาลให้การส่งเสริมสนับสนุนผู้สูงอายุให้มีโอกาสแบ่งปันความรู้ความสามารถโดยมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ เราจะได้เห็นความมีคุณค่าของผู้สูงอายุอีกมากมาย 

ความเชื่อผิดๆ: ผู้สูงอายุมักดื้อ ไม่เห็นด้วยเสมอและไม่เป็นมิตร
ความเป็นจริง: "การดื้อ ไม่เห็นด้วย ไม่เป็นมิตร" เป็นพฤติกรรมของมนุษย์ที่สามารถพบได้ทุกเพศทุกวัย พฤติกรรมดังกล่าวจะเกิดขึ้นกับทุกคนเมื่อรู้สึกว่ามีสิ่งที่ "ไม่ตรงกับความเชื่อ ไม่ปลอดภัยหรือถูกคุกคาม" ต่อตัวเรา ผู้เขียนเคยดูแลผู้ป่วยหญิงอายุประมาณ 25 ปี ป่วยด้วยภาวะซีด มีภาวะไตวาย มีโรคประจำตัวตั้งแต่เกิด เมื่อถึงเวลาต้องกินยา เธอจะไม่ยอมกิน เธอบอกว่ามันขม กินมานานแล้วไม่เห็นมีอะไรดีขึ้น ต้องโน้มน้าวกันอยู่นานที่เดียวครับกว่าเธอจะยอมกินยา จากตัวอย่างเราจะเห็นว่า ผู้ป่วยไม่ชอบรสชาดของยาและรู้สึกไม่มีความหวังว่าจะหายจากโรคจึงเกิดพฤติกรรมต่อต้านไม่ยอมรับยา การให้ข้อมูลซ้ำๆ ให้กำลังใจ เพื่อให้เกิดความหวังเท่าที่มีได้ จะช่วยให้ผู้ป่วยสัมผัสได้ถึงความหวังดีจากผู้ดูแล จะช่วยให้ผู้ป่วยให้ความร่วมมือยิ่งขึ้นเพราะรู้สึกว่าตัวเขามีคุณค่ากับเรา เช่น เดียวกันการทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกถึงความมีคุณค่าในตนเอง จะช่วยทำให้เกิดพฤติกรรมที่เราคาดหวังได้

ความเชื่อผิดๆ: ผู้สูงอายุกับความตายเป็นสิ่งคู่กัน ดังนั้นต้องมีความพร้อมและไม่ต้องการอะไรมากในระยะสุดท้ายของชีวิต
ความเป็นจริง: ผู้สูงอายุเป็นผู้ที่เคยสร้างคุณค่ามากมายให้กับครอบครัวและสังคม แม้ว่าความตายจะเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ตาม เมื่อถึงระยะสุดท้ายของชีวิตทุกคนย่อมต้องมีความต้องการเสมอ "การตายอย่างสมศักดิ์ศรี" (Good death) เป็นสิทธิที่ทุกคนควรได้รับในช่วงระยะสุดท้ายแห่งชีวิต ผู้ที่อยู่ในระยะสุดท้ายของชีวิตควรได้รับการดูแลทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ ไม่มีความทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวด ไม่มีเรื่องที่ต้องห่วงกัลวล มีความพร้อมยอมรับกับสิ่งที่กำลังจะสิ้นสุดด้วยความสงบ ซึ่งทางครอบครัวถือว่ามีความสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ที่อยู่ในระยะสุดท้ายของชีวิตจากไปด้วยดี

ความเชื่อผิดๆ: ผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะมีภาวะซึมเศร้า ถือเป็นภาวะที่เป็นปกติในการตอบสนองต่อการสูญเสียหลายสิ่งหลายอย่างเนื่องจากความสูงอายุ
ความเป็นจริง: ภาวะซึมเศร้า (Depression:ดีเพรสเชิน) เกิดจากสาเหตุหลัก 2 สาเหตุ คือ ทางร่างกาย และทางจิตใจ
     ทางร่างกาย เกิดจากความผิดปกติของสารสื่อประสาท (Neurotrasmitter: นิวโรทรานสมิทเตอร์) 2 ชนิดคือ Serotonin:ซีโรโทนิน และ Dopamine:โดปามีน เป็นสารที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับความสุขของมนุษย์มีจำนวนลดน้อยลงกว่าปกติพบว่าภาวะซึมเศร้าจะมีความสัมพันธ์กับกับผู้ที่เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง เบาหวาน ภาวะปวดเรื้อรัง หากโรคเหล่านี้ไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสมจะส่งผลให้เกิดภาวะซึมเศร้าได้
     ทางจิตใจ เกิดจากการสูญเสียสิ่งที่รัก ในผู้สูงอายุจะมีเหตุการณ์การสูญเสียอยู่เป็นระยะๆ ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่การงาน รายได้ คู่ครอง บุตรหลาน รวมถึงการสูญเสียหน้าที่ของร่างกาย ล้วนมีผลเสียต่อจิตใจทั้งสิ้น หากไม่ได้รับการประคับประครองเพื่อให้ผู้สูงอายุได้มีการปรับเปลี่ยนอารมณ์อย่างเหมาะสมก็จะนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า หากรุนแรงมากจะนำไปสู่ความคิดอยากตาย

ความเชื่อผิดๆ หรือ มายาคติ ความลำเอียงหรือการเชื่อแบบเหมารวมของสังคมที่มีต่อผู้สูงอายุจะทำให้ความเชื่อและพฤติกรรมที่มีต่อผู้สูงอายุเป็นไปในทางลบ เช่น การรังเกียจ มองข้ามการให้ความช่วยเหลือสนับสนุน การไม่ให้ความเคารพ ฯลฯ อันจะนำไปสู่ภาวะพึ่งพิงในผู้สูงอายุรุนแรงขึ้น ดังนั้นการดูแลผู้สูงอายุจึงมีความเฉพาะ เราสามารถช่วยให้ผู้สูงอายุมีชีวิตที่ดีได้ตามศักยภาพ สุขกาย สุขใจ ตามความเหมาะสมเพื่อให้เดินทางสู่ระยะสุดท้ายของการดำเนินชีวิตอย่างสมศักดิ์ศรีของบุคคล

เอกสารอ้างอิ้ง:

กิ่งแก้ว ทรัพย์พระวงศ์.2017. อิทธิพลของเจตคติและการอยู่ร่วมกับผู้สูง
        อายุ. BU Acadamy Review. Vol.16, No2,July-December
        2017. หน้า 117-127.
กฤษฯาพร ทิพย์กาญจนเรขา และสำลี สาลีกุล. 2562. บทบาทพยาบาลในการ
        ป้องกันและการจัดการกับการใช้ยาที่ไม่เหมาะสมในผู้สูงอายุ.
        วารสารพยาบาลทหารบก. اربح  ปีที่ 20 ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน 2562,
        หน้า 31-39.
ปรีชา อุปโยคิน. شركة المراهنات bwin  2561. เพศสัมพันธ์ุในผู้สูงอายุ. กองการแพทย์ทางเลือก.
        สืบค้นเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2564 จาก.https://thaicam.go.th/
        เพศสัมพันธ์ในผู้สูงอายุ/.
ผ่องพรรณ อรุณแสง. ويليام هيل  2555. การพยาบาลปัญหาสำคัญของผู้สูงอายุ: การนำ
        ไปใช้. พิมพ์ครั้งที่ 3. คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
        ขอนแก่น;โรงพิมคลังนานาวิทยา.
มูลนิธิหมอชาวบ้าน. 2561. ความแก่ไม่ใช้ความชรา. สำนักงานกองทุนสนัน
        สนุนการส่งเสริมสุขภาพ. สืบค้นเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2564, 
        จาก. https://www.thaihealth.or.th/Content/44971-ความแก่
        ไม่ใช่ความชรา.html.

หน้า: 1 2 3 4