ที่นี้เราได้รู้แล้วว่า การที่เราจะมี “เจตคติ” ต่อสิ่งใดนั้น เราได้ผ่านการรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนั้นมาซ้ำๆ มาระยะหนึ่ง จากแหล่งข้อมูลต่างๆ รอบตัว รวมถึงการมีประสบการณ์ตรงกับสิ่งนั้น หากเราได้รับรู้ข้อมูล “้ด้านลบ” ซ้ำๆ เรามักจะเชื่อหรือมองว่าสิ่งนั้นไม่ดี อย่างไรก็ดีจากเหตุการณ์ที่ยกตัวอย่างข้างต้นนั้นมีเรื่องของ ตัวละครทั้งสองมีการใช้ “กลไกป้องกันตนเอง” (Defence mechanism:ดีเฟนส์ เมคานิซึม) คือความคิดที่จะป้องกันตนเองไม่ให้ตกอยู่ในช่วงเวลาของความเครียด ความรู้สึกผิดของตนเอง เหล่านี้จะทำให้คนเราไม่ยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะจากการกระทำของตนเอง เราจะเห็นว่าตัวละครทั้งสองทำผิดกฎจราจร แต่พยายามหาเหตุผลอื่นๆ มาแก้ตัว ซึ่งในความเป็นจริงมันไม่สามารถทำได้ นอกจากนั้นทั้งสองคนยังใช้ประสบการณ์ที่ถูกตำรวจปรับ มายืนยันความถูกต้องของตนเองอีกด้วย ทั้งสองคนเลยเกิดความสบายใจจากความผิดพลาดของตนเองและโยนความผิดไปให้ตำรวจ

เช่นเดียวกัน หากเราได้เห็นได้รู้เกี่ยวกับผู้สูงอายุว่า แก่ ผิวเหี่ยว ผมหงอก หลังงุ้ม เชื่องช้า ป่วยต้องเข้าโรงพยาบาล มีโรค ไม่เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เหล่านี้ซึ่งเราสามารถพบเห็นได้ทั่วไป สิ่งเหล่านี้เป็นภาพที่สะเทือนใจ โดยธรรมชาติของมนุษย์จะมีความ “เมตตา” อยู่ในใจ ดังนั้นโอกาสที่เราจะให้ความสนใจกับภาพเหล่านี้จะไวขึ้น จนทำให้เราเชื่อว่าผู้สูงอายุจะต้องมีลักษณะที่กล่างมาข้างต้น แต่มีคนจำนวนน้อยมากที่จะรู้ว่า “มีคนอายุได้ถึง 130-140 ปี” (ชาวฮันซา) หรือปู่หว่าง อายุ 100 ปี เป็นนักวิ่งมาราธอน เป็นต้น ถ้าเราไม่เคยได้ยินมาก่อนเราก็คงไม่เชื่อ ความจริงทุกๆ เรื่องนั้นมี 2 ด้านเสมอ หากเรามีเจตคติอย่างไรต่อผู้สูงอายุ เราก็จะปฏิบัติต่อผู้สูงอายุเช่นเดียวกับเจตคติทีมีนั่นเอง ทีนี้เรามาดูกันว่ามุมมองของคนส่วนใหญ่ในสังคมมีความเชื่ออย่างไรต่อผู้สูงอายุ

ความเชื่อผิดๆ: ผู้สูงอายุคือผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ขึ้นไป
ความเป็นจริง: สามารถใช้ได้เพียงเพื่อเหตุผลบางอย่าง เช่น การว่าจ้างงาน หรือการเกษียณอายุราชการ แต่เราสามารถระบุลักษณะของผู้สูงอายุได้อีกหลายอย่างเช่น ผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคม กลุ่มติดบ้าน กลุ่มติดเตียง

ความเชื่อผิดๆ: นักวิชาการด้านความสูงอายุ อธิบายความสูงอายุได้ด้วยเพียงทฤษฎีเดียว เช่น ผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดีได้ต้องมาจากครอบครัว (พันธุกรรม) ที่มีสุขภาพที่ดีเท่านั้น
ความเป็นจริง: พันธุกรรม ถือเป็นปัจจัยหนึ่งของสุขภาพของผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น การกินอาหาร การออกกำลังกาย การนอนหลับพักผ่อน ฯลฯ และสิ่งแวดล้อม เช่น อาชีพที่ต้องทำงานกลางแดดเป็นเวลานานๆ โดยไม่มีการป้องกันก็จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งผิวหนัง หรือมีสภาพร่างกายที่แก่กว่าวัย เป็นต้น

ความเชื่อผิดๆ: ลักษณะของผู้สูงอายุก็จะเหมือนๆ กันหมดทุกคน เช่น ต้องป่วยเข้าโรงพยาบาล แยกตัวจากลูกหลาน จู้จี้ขี่บ่น สุขภาพทรุดโทรม เดินหลังโกง ไม่ยอมเรียนรู้สิ่งใหม่ ฯลฯ
ความเป็นจริง: ส่วนที่เป็น "ความเหมือน" คือ กระบวนการสูงอายุจะเกิดขึ้นกับทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ผู้สูงอายุแต่ละคนจะมี "ความแตกต่างกัน" ไปในละคน เช่น คนอายุ 60 ปีเท่ากัน บางคนร่างกายเสื่อมถอยมากกว่าอีกคนแม้จะอายุเท่ากัน บางคนมีโรคเรื้อรังแล้วหลายโรค แต่บางคนยังสุขภาพดี เป็นต้น

ความเชื่อผิดๆ: สังคมปัจจุบันส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุ
ความเป็นจริง: ผู้สูงอายุในประเทศไทยยังอยู่กับบุตรหลานคิดเป็นร้อยละ 96-98 และได้รับเงินเพื่อการเลี้ยงดูจากบุตรคิดเป็นร้อยละ 87 แสดงให้เห็นว่าสังคมคนไทยยังให้ความสำคัญกับบุพการีเสมอ

ความเชื่อผิดๆ: เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ บุคคลนั้นต้องการแยกตัวจากสังคม
ความเป็นจริง: ผู้สูงอายุมีรายละเอียดแตกต่างกันไปแต่ละคน จึงต้องการรับการตอบสนองที่แตกต่างกันไปแต่ละสังคม เช่น บางคนเมื่อส่งเสียบุตรหลานจนเติบโตมีงานมีครอบครัวแล้ว ก็ต้องการหาทางสงบทางจิตใจก็หันเข้าหาศาสนา มีความสุขกายสุขใจกับการปฏิบัติธรรม ไม่เป็นภาระให้กับครอบครัวและสังคมก็ถือว่าเป็นแนวทางการดำเนินชีวิตของผู้สูงอายุที่ตั้งใจไว้

หน้า: 1 2 3 4